abo x สูตรดีท็อกซ์ อัพเดทเกร็ดความรู้ใหม่กับบำรุงระบบย่อยอาหาร

abo x สูตรดีท็อกซ์ อัพเดทเกร็ดความรู้ใหม่กับบำรุงระบบย่อยอาหาร ด้วยการ ดีท็อกซ์ แบบง่าย ๆ แค่เติมส่วนผสมเหล่านี้ลงไปในน้ำเปล่าแล้วดื่มให้เป็นนิสัย ก็บอกลาอาการอึดอัดและถ่ายไม่คล่องไปได้เลย ปัญหาเรื่องระบบย่อยอาหารไม่ได้แค่ทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย แต่ยังอาจเป็นสาเหตุของอาการท้องผูก ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว แถมยังนำอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นริดสีดวง อาการปวดหลัง ร้ายที่สุดก็คือโรคมะเร็งลำไส้ แต่ปัญหาเหล่านี้จะไม่เข้ามาย่างกราย ถ้าเรามีระบบย่อยอาหารที่ดี โดยวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ก็คือการดื่มน้ำให้เยอะ ๆ แต่ถ้าจะให้ดียิ่งกว่าเดิมต้องขอแนะนำให้เติมส่วนผสมทั้ง 7 ดังต่อไปนี้ลงไปในน้ำดื่มด้วย รับรองเลยว่าปัญหาท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย หรือแม้แต่อาการท้องผูกหมดไปอย่างแน่นอน abo x.

abo x

abo x น้ำมะนาว

1. น้ำมะนาว
การดื่มน้ำมะนาวดีกับสุขภาพ โดยเฉพาะระบบขับถ่าย เพราะมะนาวเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวและอุดมไปด้วยวิตามินซีที่จะเข้าไปช่วยกระตุ้นการสร้างเอ็นไซม์ในระบบย่อยอาหาร อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันไม่ให้เซลล์ในลำไส้ถูกทำลายและกลายเป็นเซลล์ตัวร้ายอย่างเซลล์มะเร็งได้ วิธีดื่มก็ไม่ยาก แค่เพียงบีบมะนาวครึ่งผลลงในน้ำดื่ม หรือจะสไลซ์เป็นแผ่นแช่น้ำไว้ดื่มเวลากระหายก็ทำได้ และถ้าอยากให้ได้ผลดีมากขึ้นก็ลองบีบน้ำมะนาวลงในน้ำอุ่นแล้วดื่มทุกเช้า รับรองได้เลยว่าถ่ายคล่องแน่นอนครับ ถ้าอยากรู้ว่าเพราะอะไรการดื่มน้ำมะนาวอุ่น ๆ ตอนเช้าถึงดีกับสุขภาพก็ตามไปดู “ประโยชน์ของน้ำมะนาว ดื่มอุ่น ๆ ยามเช้า ดีแค่ไหนต้องพิสูจน์” abo x

แตงกวา

2. แตงกวา
แตงกวาเป็นผักที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ อีกทั้งยังมีไฟเบอร์สูง การใส่แตงกวาลงในน้ำดื่มจึงช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี แถมแตงกวาก็ยังมีคุณสมบัติในการกำจัดสารพิษในลำไส้ได้อีกด้วย ซึ่งลำไส้ที่สะอาดจะทำให้ขับถ่ายได้สะดวก แค่เพียงสไลซ์แผ่นแตงกวาลงไปแช่น้ำแล้วดื่มทุก ๆ วัน บอกได้คำเดียวเลยว่าประโยชน์น่ะดีแบบเห็น ๆ

อบเชย

3. อบเชย
กลิ่นหอม ๆ ของอบเชย ไม่ได้แค่เพียงช่วยให้ผ่อนคลายเท่านั้นแต่ยังช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายได้อีกด้วย โดยเพียงนำอบเชยไปแช่ในน้ำอุ่นจิบเป็นชาหรือนำอบเชยแบบผงโรยลงในน้ำอุ่นแล้วดื่ม สารอาหารในอบเชยจะช่วยบรรเทาอาการลำไส้แปรปรวน และกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดีในลำไส้ อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระในอบเชยยังช่วยรักษาอาการอักเสบและติดเชื้อในลำไส้ ไม่เพียงเท่านั้น อบเชยยังมีคุณสมบัติอีกมากมาย ทั้งช่วยลดน้ำตาลในเลือด และกระตุ้นการเผาผลาญ ดีขนาดนี้รีบหามาเติมในน้ำดื่มกันดีกว่าครับ

ขิง

4. ขิง
นอกจากขิงจะมีคุณสมบัติในการรักษาอาการอักเสบแล้ว ขิงยังช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหารอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นลดแก๊สในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อย และถ้าหากนำไปต้มดื่มเป็นชาขิงก่อนนอนละก็จะยิ่งกระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานได้ดีขึ้น แก้อาการท้องผูกได้เป็นปลิดทิ้ง ช่วยให้ตื่นขึ้นมาในวันใหม่อย่างสดใส ไม่รู้สึกอึดอัดเพราะปัญหาท้องไส้เลยล่ะ

น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิล

5. น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิล
น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิลเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่มักใช้ในการล้างพิษในร่างกาย แค่เพียงเติมน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิล 2 ช้อนโต๊ะลงในน้ำอุ่นแล้วดื่มเป็นประจำ ลำไส้ก็จะสะอาดสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น abo x และกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานได้ดีกว่าเดิม นอกจากนี้กรดในน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิลยังช่วยปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่างในลำไส้ได้ด้วย

ใบสะระแหน่

6. ใบสะระแหน่
แค่เพียงดื่มน้ำแช่ใบสะระแหน่สด ก็จะช่วยบรรเทาอาหารอาหารไม่ย่อยและลดแก๊สในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี อีกทั้งใบสะระแหน่สดยังช่วยปรับปรุงการไหลเวียนของระบบน้ำดีและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของต่อมน้ำลาย ช่วยให้การย่อยอาหารเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมล็ดเจีย

7. เมล็ดเจีย
คุณสมบัติที่โดดเด่นของเมล็ดเจียนั่นก็คือไฟเบอร์สูง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าการรับประทานเมล็ดเจียจะช่วยแก้ปัญหาท้องผูก และช่วยให้ระบบลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น แต่ก็ต้องระมัดระวังกันหน่อยเพราะถ้าหากทานมากไปอาจจะทำให้ท้องเสียได้ โดยไม่ควรรับประทานเกินวันละ 2 ช้อนโต๊ะครับ

การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ไม่ใช่แค่เพียงการดีท็อกซ์ร่างกายเท่านั้น แต่ยังควรทำควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพักผ่อนให้เพียงพอ หากทำได้ตามนี้รับรองได้เลยว่าสุขภาพของคุณจะดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอย่างแน่นอนครับ

ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่ไปล้างพิษ หรือทำดีท็อกซ์ที่สถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งจนเสียชีวิต พร้อมระบุด้วยว่า การล้างพิษหรือการดีท็อกซ์ มีอันตรายจากการขาดน้ำและการขาดแร่ธาตุ ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและหัวใจวายได้ อย่างฉับพลัน เเละได้เรียกร้องให้ กระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบหลักสูตรและผู้ที่สอนว่ามีคุณวุฒิและวิธีการที่ถูกต้องก่อนที่จะมีผู้เสียชีวิตไปมากกว่านี้
ก่อนหน้านี้ ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา ประธานคณะอนุกรรมการวิชาการ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ใหความเห็นเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า การล้างพิษลำไส้ หรือดีท็อกซ์ ซึ่งเป็นศาสตร์หนึ่งของการแพทย์ทางเลือก กำลังกลายเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจ ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากกว่าพันล้านบาท โดยปัจจุบันศูนย์ล้างพิษลำไส้มีกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ และมีการจัดทำเป็นแพคเกจท่องเที่ยวแบบค้างคืนและบริการล้างพิษไปในตัว

“แม้ว่าวิธีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิด แต่การโหมโฆษณามากๆ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด รวมทั้งมีการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวจนเกินความจำเป็น ทั้งนี้ การสวนล้างลำไส้มักจะเป็นการสวนให้อุจจาระออกมาคราวละมากๆ เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการเกิดความรู้สึกว่าลำไส้สะอาด แต่ความจริงแล้ว การสวนลำไส้บ่อยๆ จะทำให้ลำไส้เกิดการบีบรัดตัวมากกว่าปกติ หากรุนแรง เสี่ยงทำให้ลำไส้ทะลุ ซึ่งอุบัติการณ์พบได้ประมาณ 1 ใน 4,000 ราย และการล้างลำไส้บ่อยๆ ยังทำให้สูญเสียแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะแบคทีเรียชนิดดีที่มีความจำเป็นกับระบบขับถ่ายและร่างกาย” ศ.นพ.ปิยะมิตรกล่าว และว่า หากต้องการล้างพิษสามารถทำด้วยวิธีธรรมชาติซึ่งปลอดภัยที่สุดคือ กินผักและผลไม้ เพราะเส้นใยอาหารจะช่วยในการขับถ่าย

ในการล้างพิษลำไส้ เมื่อทำประมาณ 3 ครั้ง จะทำให้รู้สึกติดในวิธีการดังกล่าว เพราะทำให้ขับถ่ายง่ายขึ้น แต่การกระตุ้นด้วยวิธีที่ไม่เป็นธรรมชาติมากเกินไป จะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายได้เอง และต้องอาศัยการทำดีท็อกซ์ไปตลอด ซึ่งก็ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิต จึงต้องมีการควบคุมให้ใช้ศาสตร์การแพทย์ทางเลือกอย่างถูกต้อง และไม่โฆษณาเกินจริง และว่า นอกจากนี้ยังพบโฆษณาการล้างพิษตับ ซึ่งไม่มีหลักฐานทางวิชาการว่าสามารถล้างพิษตับได้จริง เพราะจากการพิจารณาวิธีที่โฆษณา พบว่าสิ่งที่ใช้ในการล้างพิษคือ น้ำมันมะกอกและดีเกลือ ซึ่งดีเกลือนั้นมีคุณสมบัติช่วยในการขับถ่าย ส่วนน้ำมันมะกอก เมื่อกินเข้าไปและร่างกายดูดซึมไม่ทันก็จะขับถ่ายปนอุจจาระออกมา ทำให้ผู้ที่ทำการล้างพิษรู้สึกว่าสามารถล้างพิษตับได้ตามที่โฆษณา ซึ่งถือเป็นการสิ้นเปลือง abo x.

kionu789 5 ไขมันควรกิน

kionu789 5 ไขมันควรกินเพราะไขมันดีช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดอาการอักเสบ กระตุ้นการตอบสนองของฮอร์โมน อินซูลิน และป้องกันโรคหัวใจ เราจึงจำเป็นต้องกินไขมันเหล่านี้ 1.โอเมก้า-3 โอเมก้า-3 เป็นไขมันดีที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ระบบหัวใจและหลอดเลือด และระบบประสาทส่วนกลาง นอกจากนี้โอเมก้า-3 ยังช่วยลดอาการอักเสบและติดเชื้อของร่างกาย ซึ่งดีกับผู้ป่วยโรคหืด โรคภูมิแพ้ โรคไขข้ออักเสบ ภาวะหลอดเลือดดำแข็ง โรคสะเก็ดเงิน โรคปวดกล้ามเนื้อ อาการปวดเรื้อรัง ช่วยลดสารไตรกลีเซอไรด์ในร่างกาย โอเมก้า-3 ยังเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับสมองและความงามของร่างกาย ช่วยให้สุขภาพผิว ผม และเล็บแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยควบคุมน้ำหนัก พบได้ในปลา ไข่แดง ถั่ววอลนัต และเมล็ดกัญชา เมล็ดฝ้าย เมล็ดเจีย อาหารที่พบโอเมก้า-3 มากที่สุดก็คือ น้ำมันตับปลา kionu789.
kionu789

kionu789 2.โอเมก้า-6

โอเมก้า-6 มีอยู่ในเมลดพืชชนิดต่างๆ เช่น เมล็ดถั่วเหลือง ถั่วอัลมอนด์ ถั่วพีเคน ถั่วพิสตาชิโอ ถั่วสน ถั่วแมคาเดเมีย งา เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน แกนข้าวสาลี เต้าหู้ เทมเป้ และเมล็ดกัญชา ไคโอนู789

นอกจากนี้ยังมีอยู่ในน้ำมันที่ได้จากเมล็ดพืชต่างๆ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันเมล็ดฝ้าย และน้ำมันเมล็ดองุ่น

อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรกินโอเมก้า-6 ในปริมาณที่มากเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ kionu789

3.น้ำมันมะกอกสกัดเย็น

น้ำมันมะกอกชนิดนี้ประกอบไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว สารแอนติออกซิแดนต์ และฟลาโวนอยด์ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้คอเลสเตอรอลดีออกจากหลอดเลือด เราไม่ควรทำให้น้ำมันชนิดนี้ร้อนจนเกินไป เพราะจะทำให้สารอาหารดีๆ หายหมด นอกจากนี้เรายังสามารถราดน้ำมันมะกอกชนิดนี้ ลงบนผักที่จะนำไปย่างและอบเป็นการเพิ่มประโยชน์และรสชาติได้อีกด้วย

4.น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

เรามักใช้น้ำมันมะพร้าวชนิดนี้แทนเนยในการทำอาหารคลีน หรือนำไปใช้ในการอบอาหารต่างๆ ก็ได้ น้ำมันชนิดนี้จะไม่มีกลิ่นเมื่อนำไปใช้ปรุงอาหาร และสามารถใช้อุณหภูมิสูงขนาดไหนก็ได้ โดยปกติแล้ว อาหารคลีนจะไม่มีการทอด แต่ถ้าหากจำเป็น เราจะเลือกน้ำมันมะพร้าวทอดอาหาร เพราะเป็นน้ำมันที่ทนความร้อนสูง

อย่างไรก็ตาม น้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันอิ่มตัว kionu789 ดังนั้น เราจึงควรเลือกมาปรุงอาหารในระดับที่พอเหมาะเท่านั้น

5.น้ำมนถั่วแมคาเดเมีย

มีไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณมากที่สุด ในบรรดาน้ำมันทั้งหมด น้ำมันถั่วแมคาเดเมีย จึงเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง เรามักจะนำน้ำมันถั่วแมคาเดเมียมาใช้คลุกเป็นน้ำสลัด คลุกกับถั่วและธัญพืช ได้กลิ่นหอมแบบถั่วแมคาเดเมีย นอกจากนี้น้ำมันถั่วแมคาเดเมียยังมีจุดเกิดควัน ที่ความร้อนสูงประมาณ 425 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 218 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าน้ำมันมะกอก น้ำมันชนิดนี้จึงลดอันตรายที่จะมีต่อหัวใจและสุขภาพของเราได้มาก

นอกจากนี้แล้วยังมีน้ำมันเมล็ดฝ้าย (Flax Oil) น้ำมันถั่ววอลนัต (Walnut Oil) น้ำมันเมล็ดกัญชา (Hemp Oil) และน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล (Truffle Oil) ก็ถือเป็นน้ำมันคลีนเช่นเดียวกัน โดย 4 ชนิดหลังนี้เรามักจะใช้กับเมนูอาหารดิบ ใช้เป็นน้ำจิ้ม ใช้เป็นน้ำคลุกเมนูโปรด หรือใช้แต่งหน้าอาหาร ดีอย่างนี้ ไม่ว่าจะกินคลีนหรือไม่ ก็ควรเลือกมาใช้ปรุงอาหารนะคะ kionu789.

ausway sheep placenta ครีมรกแกะ” กับ “ครีมรก” แตกต่างกันอย่างไร?

ausway sheep placenta ครีมรกแกะ” กับ “ครีมรก” แตกต่างกันอย่างไร? ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่า “พืช” หรือ “สัตว์” ต่างก็มีรกเหมือนกัน ในบางครั้งคุณอาจจะหยิบผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ “รก” ขึ้นมาพิจราณา แล้วจะสังเกตได้ว่า ครีมบางตัวจะระบุเอาไว้อย่าชัดเจนว่าส่วนผสมหลักที่ใช้คือรกแกะ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์อีกหลายๆชิ้นส่วนผสมหลักเป็นเพียง “รก” เท่านั้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้รกเป็นส่วนผสม ในทางเทคนิคแล้วจะใช้รกของพืชเป็นส่วนผสม เพราะพืชเองก็มีรกเช่นกันแต่จะมีการใช้งานรวมไปถึงคุณสมบัติที่แตกต่างจากรกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ด้วยการโฆษณาเชิงการตลาดที่อาจก่อให้ความสับสน ทำให้หลายๆคนอาจเผลอซื้อครีมรกไปใช้งาน แล้วเกิดความคาดหวังผิดๆว่าครีมรกที่ตัวเองซื้อไปนั้นคือครีมรกแกะ ดังนั้นก่อนการเลือกซื้อครีมรกแกะทุกครั้ง ควรทำการอ่านฉลากเพื่อพิจราณาส่วนผสมหลักว่าเป็นรกแกะจริงๆเสียก่อน ausway sheep placenta.

ausway sheep placenta

ausway sheep placenta ครีมรกแกะมีอันตรายหรือเปล่า?
เป็นที่ทราบกันดีว่าครีมรกแกะไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายใดๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วผลข้างเคียงที่มักเกิดขึ้นนั้นมาจากความพยายามในการรักษาเซลล์ของรกแกะ เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมชองผลิตภัณฑ์โดยการฉีดยา และเพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดของผิว ควรใช้รกแกะด้วยการทาลงบนผิวพรรณเท่านั้น ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้รกแกะ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีความคล้ายคลึงกันในลักษณะของการฉีดเข้าไปใต้ผิวหนัง

รกแกะเป็นโปรตีนเข้มข้นที่สกัดจากรก แกะ เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ก้าวหน้าด้วยกรรมวิธีที่ละเอียดอ่อน เพื่อสุขลักษณะของขั้นตอนการผลิตและรักษาคุณค่าของโปรตีน โปรตีนเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการสร้างเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเพื่อการเจริญเติบโต และซ่อมแซมฟื้นฟูสภาพเซลล์ที่อ่อนล้า ทั้งนี้โปรตีนเข้มข้นสกัดจากรกแกะที่นำมาใช้ในการผลิตจะต้องเป็นโปรตีน บริสุทธิ์ 100% ausway sheep placenta

โปรตีนสกัดจากรกแกะมีคุณสมบัติ เด่น ที่เหมาะสมสำหรับการใช้บำรุงผิวพรรณ ได้แก่ ความสอดคล้องทางด้านชีวภาพกับเซลล์ร่างกายคนโดยทั่วไป ประกอบกับคุณลักษณะ ที่สามารถรวมตัวเข้าเป็นเนื้อเดียวกับน้ำ ส่งผลให้ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างรวดเร็วและล้ำลึก หลักธรรมชาติถือ ว่าโปรตีนจากรกที่ให้สารอาหารเพื่อการสร้างและเลี้ยงเซลล์ชีวิตใหม่ให้เติบ โต มีคุณประโยชน์นานาประการต่อผิวพรรณด้วยคุณสมบัติของสารอาหาร กรดอะมิโน และ ภูมิต้านทานตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ เซลล์ชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นยังปราศจากสารที่ร่างกายต่อต้าน (สารพิษ แบคทีเรีย เซลล์โลหิต) ดังนั้นโปรตีนจากรกจึงกลมกลืนเข้ากับร่างกายคนทั่วไปได้ และอ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว โปรตีนสกัดจากรกแกะได้ผ่านการค้นคว้า ทดลอง และบันทึก เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในเรื่องของคุณประโยชน์เด่นล้ำนานาประการที่ เติมเต็มคุณภาพของผิวพรรณ ตั้งแต่กระตุ้นการสร้างและผลัดเซลล์ ให้ความชุ่มชื้นและนุ่มนวล ausway sheep placenta ดูแลลึกถึงส่วนของผิวที่ขาดน้ำเพื่อฟื้นฟูสภาพผิวให้คงความยืดหยุ่นตาม ธรรมชาติ ทำให้ผิวพรรณกระชับและเรียบเนียนสดใสอ่อนวัยผลิตภัณฑ์รกแกะ สามารถซึมซาบลึกถึงรูขุมขนได้รวดเร็วและดีเยี่ยม จึงช่วยเพิ่มความนุ่มนวล สดใสสู่ผิวรวมทั้งยังช่วยแก้ไขข้อบกพร่องและริ้วรอยหยาบกร้าน ทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ที่สำคัญยังเหมาะสำหรับผู้ที่ มีผิวแห้ง แพ้ง่าย หรือ Sensitive Skin ผิวคุณจึงดูอ่อนกว่าวัย นุ่มนวลพร้อมช่วยคืนความแข็งแรง และผ่องใสสู่ผิว

ประโยชน์ของรกแกะ

1. กระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ บำรุงเซลล์ผิวหน้าให้เปล่งปลั่ง ลดรอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย
2. ปกป้องสภาพผิวไม่ให้แห้งกร้าน สร้างความกระชับให้กับผิวหน้าดูเต่งตึงขึ้น
3. เสริมสร้างความอ่อนนุ่มละมุนให้กับผิว สัมผัสความอ่อนนุ่มหลังการใช้แค่ 2-3 นาที (สำหรับการทา)
4. ลดรอยด่างดำ ฝ้าและกระบนใบหน้า รวมทั้งปรับเซลล์สีผิวให้เรียบเนียนดูสม่ำเสมอ
5. เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับสภาพผิว ช่วยลดอาการบวมบริเวณใต้ดวงตา
6. กระตุ้นการสมานเซลล์ผิวอันเกิดจากแผลต่างๆ รวมทั้งแผลเป็นได้อีกด้วย
7. เพิ่มความสดใสให้กับผิวที่แห้งกร้านจากแสงแดด และ UV
8. สร้างความเชื่อมั่นให้กับผิวหน้าอีกครั้ง และปลอดภัยจากสารเคมีที่เป็นพิษ เพราะรกแกะสกัดบริสุทธิ์จากธรรมชาติ
นุ่มละมุนด้วยโมเลกุลของน้ำ เพื่อช่วยดูดซึมและกระชับผิวให้แข็งแรง
9. ลดริ้วรอยหมองคล้ำก่อนวัย
10. ฟื้นฟูสภาพผิวให้บริสุทธิ์ สดใส
11. เสริมสร้าง ดูแล และลบเลือนจุดด่างดำบนใบหน้า
12.สามารถทานได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ausway sheep placenta.

chular chular detox ตำรับยาระบายน้ำฝักคูน เกิดจากการค้นคว้า วิจัยบนฐานความคิด

chular chular detox ตำรับยาระบายน้ำฝักคูน เกิดจากการค้นคว้า วิจัยบนฐานความคิดของการแพทย์แผนไทย ที่ให้ความสำคัญกับ “สมดุล” และการคัดสรรส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยระบายในกลไกที่ต่างกัน เพื่อช่วยเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ลดผลข้างเคียงของยาสมุนไพรแต่ละชนิด และไม่ทำให้เกิดการพึ่งพิงยา ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการไซ้ท้อง ปวดบิด และท้องเสีย มีสรรพคุณช่วยในการปรับสมดุลของลำไส้ ปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ ไม่ก่อให้เกิดความเคยชินของลำไส้ ทำให้ไม่ต้องเพิ่มขนาดของยา ตำรับยาระบายน้ำฝักคูน ประกอบด้วย  เนื้อในฝักคูน มีสารประเภทแอนทราควิโนน (Anthraquinones) ปรับระบบการทำงานของลำไส้ทำให้การขับถ่ายดีขึ้น อุดมไปด้วยน้ำตาล วิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโนแอซิด ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จึงเป็นยาระบายที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ที่ไวต่อการสูญเสียเกลือแร่จากการรับประทานยาระบาย chular chular detox.
chular chular detox
chular chular detox ตรีผลา ประกอบด้วย ผลสมอไทย ผลสมอพิเภก ผลมะขามป้อม มีสรรพคุณช่วยทำความสะอาดลำไส้ ปรับการทำงานของลำไส้ ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น เหมาะกับผู้ป่วยที่ท้องผูกเรื้อรัง แต่ในกรณีท้องผูกเรื้อรังการใช้ตรีผลาอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ

ใบมะกา ตำรับยาไทยใช้เป็นยาถ่ายเสมหะโลหิต (เป็นเมือกของเสียที่ติดอยู่ตามลำไส้ ซึ่งจะมีความร้อนอยู่) มีงานวิจัยพบว่า เป็นยาระบายที่มีประสิทธิภาพดีเทียบฤทธิ์เท่ากับมะขามแขก

ดีปลี เพิ่มไฟธาตุในการย่อยอาหาร ลดการกำเริบของลม อันเป็นผลข้างเคียงของการใช้ยาระบาย (การรับประทานยาระบายจะทำให้มีลมในท้อง การย่อยอาหารจะไม่ดี) chular chular detox

มะขามเปียก ความเปรี้ยวจะช่วยขับคูถเสมหะให้ลงสู่คูถทวาร

การขับถ่าย คือ หัวใจของการมีสุขภาพที่ดี มีพลังชีวิตที่ดี ดังนั้น อาการท้องผูก จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรนิ่งนอนใจอีกต่อไป เพราะการมีของเสียสะสมอยู่ในทางเดินอาหาร เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคผนังลำไส้โป่งพอง มะเร็งในลำไส้ และริดสีดวงทวาร

วิธีที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติ จะต้องประกอบไปด้วย การรับประทานเครื่องเทศเพื่อช่วยในการย่อย การรับประทานอาหารที่มีกากใย มีความชุ่มชื้น การให้ความสำคัญกับการขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา งดชา กาแฟ ดื่มน้ำให้เพียงพอ การรับประทานสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มกลไกการบีบตัวของลำไส้ และการออกกำลังกาย บริหารโยคะหรือฤาษีดัดตน ซึ่งช่วยในการบีบตัวของลำไส้ นั่นเอง

ท้องผูกเป็นอาการที่พบได้บ่อย หมายถึง การที่ลำไส้ไม่สามารถขับถ่ายอุจจาระได้ง่ายและสม่ำเสมอ โดยมีความถี่ของการขับถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ร่วมกับก้อนอุจจาระมีลักษณะแข็งและยากต่อการขับถ่ายออกมา คนที่มีท้องผูกอาจรู้สึกเจ็บปวดเวลาถ่ายอุจจาระซึ่งมักต้องออกแรงเบ่ง ท้องอืดมีลมเยอะ แน่นท้องและรู้สึกว่าถ่ายไม่หมดรวมถึงถ่ายอุจจาระใช้เวลานาน

สาเหตุของภาวะท้องผูกคืออะไร?1,2

การทำความเข้าใจภาวะท้องผูกนั้น ควรทราบก่อนว่าลำไส้ใหญ่ทำงานอย่างไร ส่วนใหญ่สารอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางลำไส้เล็กก่อนที่อาหารจะเดินทางเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ เมื่ออาหารผ่านมาถึงลำไส้ใหญ่น้ำจะถูกดูดซึมออกจากอาหารจนเหลือแต่กากอาหารที่จะกลายเป็นอุจจาระต่อไป ลำไส้ใหญ่จะบีบตัวเป็นระยะๆ ตลอดทั้งวันเพื่อผลักดันให้อุจจาระเคลื่อนต่อไปยังไส้ตรงในที่สุด ขณะนั้นปริมาณน้ำจะถูกดูดซึมไปเกือบหมดทำให้อุจจาระมีลักษณะเป็นก้อนรูปร่างเหมือนไส้กรอกและง่ายต่อการขับถ่ายออกมา ภาวะท้องผูกเกิดขึ้นเมื่อลำไส้ใหญ่ดูดซึมน้ำออกมากเกินไปหรือกล้ามเนื้อของลำไส้ใหญ่บีบตัวเชื่องช้าหรือเฉื่อยชา ทำให้ก้อนอุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่อย่างช้าๆ ส่งผลให้ก้อนอุจจาระแข็งและแห้งยิ่งขึ้น

สาเหตุของท้องผูกที่พบบ่อย ได้แก่ 1,2

การรับประทานอาหารไม่สม่ำเสมอ และมีปริมาณเส้นใยไม่เพียงพอ
ขาดการออกกำลังกาย chular chular detox (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ)
ยาบางชนิด เช่น

– ยาระงับปวด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มยาระงับปวดที่เป็นสารเสพติด)

– ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมและแคลเซียม

– ยารักษาความดันโลหิตสูงบางชนิด (ยากลุ่มยับยั้งแคลเซียม)

– ยารักษาโรคพาร์กินสัน

– ยาต้านปวดเกร็ง

– ยาต้านซึมเศร้า

– ยาบำรุงที่มีธาตุเหล็ก

– ยาขับปัสสาวะ

– ยาต้านการชัก

กลุ่มอาการลำไส้ทำงานแปรปรวน
การเปลี่ยนแปลงในชีวิตหรือกิจวัตร เช่น การตั้งครรภ์ อายุมาก การเดินทางท่องเที่ยว
การใช้ยาระบายไม่ถูกต้อง
การละเลยที่จะออกแรงเบ่งเพื่อขับถ่ายอุจจาระ
โรคหรือสภาวะบางอย่าง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (พบได้บ่อยที่สุด)
ปัญหาของลำไส้ใหญ่และไส้ตรง และการทำงานของลำไส้เอง (ภาวะท้องผูกเรื้อรังไม่รู้สาเหตุ) chular chular detox.

cher อาหารเสริม แหล่งของสังกะสี ได้แก่ ไข่ ตับ เนื้อสัตว์ อาหารทะเลโดยเฉพาะหอยนางรม

cher อาหารเสริม แหล่งของสังกะสี ได้แก่ ไข่ ตับ เนื้อสัตว์ อาหารทะเลโดยเฉพาะหอยนางรม ข้าวสาลี งา อัลฟัลฟา เนยแข็ง ธัญพืชทั้งเมล็ด (Whole grains) เมล็กฟักทอง ถั่ว เมล็ดดอกทานตะวัน ในพืชจะมีสังกะสีน้อย หากธัญพืชมีการขัดสีด้วยแล้วสังกะสีจะหมดไปค่ะ สังกะสีจากสัตว์จะมีมากและถูกดูดซึมง่ายกว่าในพืชเพราะกรดอะมิโนจากการย่อยโปรตีน จากเนื้อสัตว์จะช่วยในการดูดซึมสังกะสีในลำไส้ น้ำนมถั่วเหลืองครึ่งถ้วย มีสังกะสี 0.3 มิลลิกรัม เต้าหู้แข็งครึ่งถ้วย มีสังกะสี 1.0 มิลลิกรัม ถั่วแดงสุกครึ่งถ้วย มีสังกะสี 0.9 มิลลิกรัม งา 2 ช้อนโต๊ะ มีสังกะสี 1.4 มิลลิกรัม ถั่วลันเตาสุกครึ่งถ้วย มีสังกะสี 1.0 มิลลิกรัม ไข่ฟองใหญ่ 50 กรัม มีสังกะสี 0.5 มิลลิกรัม โยเกิร์ตครึ่งถ้วย 125 กรัม มีสังกะสี 0.8-1.2 มิลลิกรัม เนื้อสัตว์ อาหารทะเล 100 กรัม มีสังกะสี 1.5-4 มิลลิกรัม
หอยนางรม 100 กรัม มีสังกะสี 75 มิลลิกรัม ตับ 100 กรัม มีสังกะสี 4 มิลลิกรัม ธัญพืช 100 กรัม มีสังกะสี 0.4-1 มิลลิกรัม cher อาหารเสริม.

cher อาหารเสริม
cher อาหารเสริม ปริมาณในการรับประทาน
ปริมาณความต้องการ สังกะสี ในแต่ละคนไม่เท่ากันตามอายุ เพศ และสภาวะของร่างกายค่ะ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนด ขนาด ปริมาณสังกะสีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันดังนี้ค่ะ
น้อยกว่า 1 ปี นั้นต้องการสังกะสี 3-5 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ
1-10 ปี นั้นต้องการสังกะสี 10 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ
11 ปี นั้นต้องการสังกะสี 15 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ
สำหรับสตรีมีครรภ์ ต้องการสังกะสี 20-25 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ
สตรีให้นมบุตร นั้นต้องการสังกะสี 25-30 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ cher อาหารเสริม
การดูดซึมสังกะสีเป็นอย่างไร
สังกะสีที่อยู่ในรูปของออกไซด์ (Zinc oxide) และคาร์บอเนต (Zinc carbonate) จะละลายยากและดูดซึมได้ไม่ดี สังกะสีในรูปกลูโคเนต (Zinc gluconate) เป็นรูปที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมส่วนใหญ่ เพิ่งมีการค้นพบไม่กี่ปีมานี้ว่าสังกะสีในรูปไกลซิเนต (Zinc glyconate) ร่างกายจะดูดซึมได้ดีที่สุดค่ะ จึงเหมาะที่จะใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมากที่สุด
ถ้าขาดสังกะสีจะเป็นอย่างไร
การขาดสังกะสีนั้นพบได้ในเด็กทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาค่ะ การขาดสังกะสีมีผลต่อการผลิตน้ำนมของแม่จ้า
เราไม่ควรรับประทานสังกะสีพร้อมกับเหล็ก แคลเซียม ทองแดง และแมงกานีส เพราะจะขัดขวางการดูดซึมค่ะ
ปัจจัยที่จะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณสังกะสีไม่เพียงพอ ได้แก่
1 กินอาหารที่มีปริมาณสังกะสีต่ำ
2 การกินทองแดงเสริมมากเกินไป เพราะทองแดงจะลดการดูดซึมสังกะสี
3 ผู้ที่กินเมล็ดพืชมากจะได้รับไฟเตตซึ่งเป็นสารที่พบมากในผักและธัญพืช จะไปลดการดูดซึมสังกะสี ดังนั้นผู้รับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นประจำจะมีสังกะสีต่ำเนื่องจากดูดซึมได้ไม่ดี ดังนั้นอาจรับประทานสังกะสีเสริมจะดีกว่านะค่ะ
4 การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะไปลดการดูดซึมสังกะสี
5 อายุที่มากขึ้นก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการดูดซึมสังกะสีลดลง
6 ผู้ที่อยู่ในระยะตั้งครรภ์ก็จะต้องการสังกะสีมากเป็นพิเศษ
7 การกินยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นเวลานานๆ
8 การเป็นโรคต่างๆ ที่ต้องการธาตุสังกะสีมากเป็นพิเศษ cher อาหารเสริม อาทิเช่น การติดเชื้อเรื้อรัง ผิวหนังอักเสบ (Psoriasis) โรคพันธุกรรมในเด็กเล็ก (Acrodermatitis enteropathica) ตับแข็ง (Cirrhosis) โรคผิวหนังอักเสบ ไต เบาหวาน และผู้ป่วยโรคตับ จะดูดซึมสังกะสีได้ต่ำค่ะ
อาการเป็นอย่างเมื่อขาดสังกะสีเป็นเวลานานๆ
1 การเจริญเติบโตของร่างกายจะช้าในเด็ก ทำให้เด็กตัวเล็กแคระ
2 อวัยวะเพศเด็กจะไม่โตขึ้นตามวัย
3 ผิวหนังมีการอักเสบเป็นผื่นแดงๆ ระยะแรกจะเป็นรอบปากและอวัยวะเพศค่ะ ต่อมาจะลามไปที่แขนขา และพุพองในที่สุด
4 การรับรู้รสในอาหาร ลดน้อยลง เบื่ออาหาร
5 มีอาการผมร่วง ผมแห้งแตกปลาย เล็บเปราะ เป็นจุดขาว และผิวแห้ง
6 ตาฟางหรือตาบอดในตอนกลางคืน เหมือนกับการขาดวิตามินเอ เพราะสังกะสีมีส่วนช่วยในการเปลี่ยนในรงควัตถุที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นค่ะ
7 แผลหายช้าลง
8 ภูมิต้านทานลดลง
9 เมื่อสังกะสีในร่างกายอยู่ในระดับต่ำจะส่งผลต่อความดันโลหิตสูง เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ เบาหวาน และอินซูลิน
เป็นอย่างไรหากได้รับสังกะสีมากเกินไป
ในกรณีที่ได้สังกะสีรับมากกว่าวันละ 100 มิลลิกรัม เป็นเวลานานจะมีผลเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลค่ะ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย
แต่หากร่ายกายได้รับสังกะสีเกินกว่า 200 มิลลิกรัม แล้วจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย
การได้รับสังกะสีในปริมาณสูงมากๆเกินกว่า 1.5 เท่าของปริมาณที่แนะนำติดต่อกันเป็นเวลานาน จะส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดทองแดงเพราะสังกะสีลดการดูดซึมธาตุเหล็กและทองแดงค่ะ
การรับประทานสังกะสีมากเกิน 325-650 มิลลิกรัม นั้นจะก่อให้เกิดอาการ อาเจียน คลื่นไส้ เกร็งกล้ามเนื้อท้อง ท้องร่วง ปวดเกร็ง หากสตีมีครรภ์ ได้รับมากเกินไปจะทำให้ทารกพิการหรือเสียชีวิต หากได้รับปริมาณสูง มากกว่า 4 กรัม อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้เลยนะค่ะ

เราไม่ควรรับประทานเกิน 20 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาได้กำหนดค่าสูงสุดของการได้รับสังกะสีไว้ที่ 40 มิลลิกรัมต่อวันจ้า cher อาหารเสริม.

ยาระบาย การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยลดอัตราคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ

ยาระบาย การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยลดอัตราคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ในกาแฟมีนิโคติน แต่ไม่ใช่ชนิดเดียวกับในบุหรี่ แต่เป็นวิตามิน B รวมชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายต้องการ ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด จึงป้องกันโรคหัวใจ และหลอดเลือดแข็งตัว กาแฟเพิ่มไขมันชนิดดีให้ร่างกาย ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ตามผลการวิจัยพบว่า คนที่ดื่มกาแฟบ่อยๆ จะมีไขมันชนิด(HDL) เพิ่มขึ้น ซึ่งไขมันชนิดนี้จะขับไล่คอเลสเตอรอลออกไป ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว การดื่มกาแฟเป็นประจำ    ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในสมองและสมรรถภาพสมอง มีผู้เชี่ยวชาญสรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาว่า ความหอมของกาแฟช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานได้เร็วขึ้น และมีสมาธิ ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น นั้นเป็นเพราะกลิ่นกาแฟ ทำให้เลือดไหลเวียนในสมองเพิ่มขึ้น ยาระบาย.
ยาระบาย
ยาระบาย รายงานในวารสารการแพทย์ sleep โดยศึกษาอย่างละเอียดถึงกลไกการนอนหลับของคน พบว่า คาเฟอีนในกาแฟ จะช่วยในคนที่ง่วงนอนได้ดีเมื่อให้ในปริมาณและเวลาที่เหมาะสมพบว่า การดื่มกาแฟตอนตื่นเช้าไม่ได้ช่วยมากนักต่างกับดื่มเป็นช่วงๆ ทั้งเช้าบ่ายโดยไม่จำเป็นต้องแก่จัด การศึกษานี้ยังกล่าวด้วยว่า ในคนที่ต้องทำงานนานๆ การดื่มกาแฟช่วยลดการง่วงและอุบัติเหตุลงได้จริง

การดื่มกาแฟเป็นประจำ มีผลดีต่อถุงน้ำดี จากการที่ทำการวิจัยโดยอาสาสมัครชาย 45,000 คน ดื่มกาแฟวันละสองแก้ว จะสามารถลดการเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในถุงน้ำดีได้ถึง 40 เปอร์เซนต์ และถ้าดื่มวันละ สี่แก้วสามารถลดได้ถึง 45 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว โดยกาแฟที่ดื่มเข้าไปนั้นจะเข้าไปป้องกันการตกตะกอนของคอเลสเตอรอล ลดการดูดชึมของเหลวเพิ่มการไหลของน้ำดีที่กรวยไต ซึ่งทั้งหมดเป็นสาเหตุของการยับยั้งการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ยาระบาย

กาแฟกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ สี่แก้ว จะสามารถลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 24 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่มกาแฟเลยเพราะกาแฟจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ผลิตสารที่มีผลยับยั้งการก่อตัวของ เนื้อเยื่อที่กลายพันธ์จากเซลล์ธรรมดากลายไปเป็นเซลล์มะเร็ง และในกาแฟยังสามารถยับยั้งการเติบโต ของจุลินทรีย์ในลำไส้อันเป็นต้นเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งอีกด้วย
อาการปวดศีรษะ คาเฟอีนมีส่วนสำคัญที่สามารถบรรเทาอาการปวดต่างๆ ได้แต่คาเฟอีนในกาแฟเพียงอย่างเดียวไม่สามารถที่จะยับยั้งอาการปวดหัวได้ แต่ถ้าดื่มกาแฟพร้อมกับยาแก้ปวด ก็จะมีผลช่วยบรรเทาอาการปวดได้อย่างรวดเร็วขึ้น

กาแฟ

ผลต่อกระเพาะอาหาร การดื่มกาแฟเข้าไปจะไปช่วยให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดและน้ำย่อยออกมาในปริมาณที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการจุก แน่นท้องเนื่องจากรับประทานมากเกินไป แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะก็ควรระวังการดื่มกาแฟเวลาท้องว่างด้วยเพราะจะมีผลต่อกระเพาะ-อาหารโดยตรง อาจทำให้มีอาการมากขึ้น

โรคหอบหืด มีรายงานว่าการดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว จะลดอาการหอบหืด ยาระบาย หากดื่มมากกว่า 6 แก้ว การทดสอบสมรรถภาพปอดจะดีขึ้นกาแฟก็เหมือนกับพืชอื่นๆ มีสาร flavanoid ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

จะเป็นซีอีโอได้ต้องหัดดื่มกาแฟ เครื่องช่วยให้บังเกิดความสำเร็จ ศาสตราจารย์วิชาไซเบอเนติกส์ ศึกษาพบสรรพคุณของกาแฟว่าช่วยให้สมองไวขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้นได้ กาแฟได้ยกระดับเชาวน์ให้สูงขึ้นได้ทันตาเห็น อาจเป็นเครื่องบังเกิดความสำเร็จทางด้านธุรกิจได้ ศาสตราจารย์เควิน วอร์วิก ศาสตราจารย์วิชาเรื่องระบบควบคุมและ สื่อสารของเครื่องจักรและสิ่งมีชีวิตของมหาวิทยาลัยรีดดิงแห่งสหรัฐฯ ได้เสนอรายงานผลการศึกษา ต่อที่ประชุมของสถาบันพัฒนาบุคคลว่า การดื่มกาแฟช่วยให้บุคคลมีระดับเชาวน์สูงขึ้นได้ในระยะสั้นได้ถึง 3 จุด เขากล่าวว่าคุณประโยชน์ของมันจะเป็นเครื่องช่วยความสำเร็จในทางธุรกิจได้

ขณะเดียวกัน สถาบันสาธารณสุขแห่งชาติที่ฟินแลนด์ ได้รายงานผลการศึกษาวิจัยที่ได้ทำกับผู้ชาย ที่อยู่ในวัยระหว่าง 35-64 ปี เกือบ 7,000 คน และผู้หญิงอีก 7,700 คนว่าได้พบว่า การดื่มกาแฟ อาจจะช่วยป้องกันโรคเบาหวานแบบที่สอง ซึ่งมักเป็นกับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปได้ คนเป็นโรคเบาหวานเนื่องจากร่างกายดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งมีหน้าที่ทำให้เซลล์ต่างๆ ดูดซึมกลูโคสอันเป็นน้ำตาลในเลือด จนเหลือตกค้างอยู่ในเลือด

ในการศึกษาได้พบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟเป็นประจำวันละ 3-4 ถ้วย จะมีโอกาสเป็นโรคน้อยกว่าผู้ที่ไม่ชอบดื่มกาแฟถึง 29% ยิ่งถ้าเป็นคอกาแฟพันธุ์แท้ดื่มหนักถึงวันละตั้ง 10 ถ้วยขึ้นไปจะห่างจากโรคได้เกือบ 80% ทีเดียว

ถ้าจะถามว่าควรดื่มกาแฟวันละมากน้อยเท่าใด คงหามาตรฐานมาตอบไม่ได้ แต่ส่วนมากจะอยู่ที่วันละ 1-2 แก้ว ต้องดูตามความชอบ และสภาพร่างกายผู้ดื่ม โดยทั่วไป ดื่มให้อร่อยหรือพอใจ คงจะเหมาะสม แต่ก็ควรสังเกตลักษณะอื่นๆ โดยละเอียดดังนี้

ดื่มกาแฟตอนเย็น ทำให้นอนไม่หลับไหม หลายคนเคยมีประสบการณ์มาบ้าง แต่กาแฟก็มีผลต่อร่างกายแต่ละคนต่างกัน ถ้ากลัวว่าจะนอนไม่หลับให้ดื่มน้อยลงทว่ากาแฟมีผลในการขับปัสสาวะ อาจทำให้ต้องลุกเข้าห้องน้ำกลางดึก รบกวนการนอนได้

คนมีครรภ์ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะคาเฟอีนในกาแฟ จะส่งผลต่ออวัยวะภายในของทารกที่ยังอ่อนแออยู่

กาแฟ

เด็กเล็กไม่ควรดื่มกาแฟ โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ขวบ

หญิงลูกอ่อนที่คลอดลูกแล้ว 100 วัน และอยู่ในช่วงให้นมลูก ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะช่วง 100 วันนี้ ทารกต้องการน้ำนมบริสุทธิ์จากแม่ การดื่มอะไรเข้าไปจะส่งผลต่อทารกได้

คนเป็นโรคกระเพาะควรงดดื่มกาแฟ เพราะคาเฟอีนจะกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะ จะยิ่งเพิ่มกรดในกระเพาะให้อักเสบมากขึ้น

คนเป็นโรคหัวใจ ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะคาเฟอีน มีบทบาทในการกระตุ้นหัวใจ ทำให้เลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรณีนี้ไม่เป็นอันตรายต่อเด็กวัยรุ่นถ้าดื่มกาแฟ แต่ถ้าเป็นคนชราที่มีโรคหัวใจอยู่จะทำให้ประสิทธิภาพหัวใจดีเกินไป และหัวใจเสื่อมเร็ว จึงไม่ควรดื่มอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกาแฟที่เข้มข้นสูงควรหลีกเลี่ยง ยาระบาย.

percy daily detox การควบคุมน้ำหนัก หรือวิธีลดความอ้วน ให้ได้ผลดี นอกจากการเลือกดื่มน้ำผลไม้

percy daily detox การควบคุมน้ำหนัก หรือวิธีลดความอ้วน ให้ได้ผลดี นอกจากการเลือกดื่มน้ำผลไม้ หรือทานอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่ ตามปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนแล้ว การรับประทานอาหารให้เป็นเวลา และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้คงที่ได้เป็นอย่างดีนะคะ Detox your body :ล้างพิษทั่วร่างกาย ทำไมต้องล้างสารพิษ เมื่อสารพิษแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าทางปาก ทางหายใจ หรือทางผิวหนัง ก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดแล้วไปสะสมอยู่ตามอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกาย ถ้าสารพิษละลายได้ดีในน้ำมันก็จะซ่อนตัวอยู่ตามเนื้อเยื่อ อวัยวะภายใน เซลล์ไขมัน กระดูก ผิว ผม ไปอีกนาน แต่ถ้าละลายได้ดีในน้ำ ร่างกายสามารถขับออกได้ หากสารนั้นไม่มีพิษแรงมาก ถึงเวลาแล้วที่เราต้องกำจัดสารพิษออกจากร่างกายก่อนที่จะสายไป ต่อไปเรามาดูวิธีล้างสารพิษของอวัยวะส่วนต่างๆในร่างกายเรากันเลยครับ percy daily detox.
percy daily detox
percy daily detox ลำไส้ : ล้างพิษด่านแรก

ลำไส้เป็นอวัยวะแรกที่สัมผัสกับสารพิษ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือ ลดปริมาณสารพิษที่เรารับประทานเข้ามาไม่ให้ดูดซึมสู่ร่างกายได้และไล่ให้ขับถ่ายออกไปกับอุจจาระมากที่สุด

ไซเลียม ซีด ฮัสค์ (Psyllium Seed Husk)
ใยอาหารชนิดพองตัวในน้ำ เมื่ออยู่ในทางเดินอาหารจะกลายเป็นโครงสร้างเจล ทำหน้าที่กักสารพิษรวมถึงไขมันและน้ำตาล สารพิษจึงถูก percy daily detox
ดูดซึมได้ช้าและยากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ระบบขับถ่ายทำงานมีประสิทธิภาพ ขนาดรับประทานที่แนะนำ 5-30 กรัม/วัน

ตับ : ศูนย์รวมสารพิษ

ตับได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งอวัยวะ เพราะเป็นผู้ควบคุมดูแลกิจการต่างๆ ของร่างกายเกือบทั้งหมด ตั้งแต่นำเข้า ส่งต่อ รับกลับ แปลงรูปกำจัดออก จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตับต้องรับภาระหนักกับการจัดการสารพิษที่อยู่ในร่างกาย

เอ็น-อะซิติล-แอล-ซีสเตอีน (N-Acety-L- Cystein: NAC)

อนุพันธ์ของกรดอะมิโนซิสเตอีนที่ดูดซึมผ่านลำไส้เข้าสู่ตับได้ดี เพื่อให้ตับนำไปสร้างกลูตาไธโอนที่ช่วยต้านสารพิษ นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอดในผู้ป่วยโรคปอดให้ดีขึ้น ขนาดรับประทานที่แนะนำ 600-1,200 มก./วัน

กลูตาไธโอน (Glutathione)

กรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้นของเอนไซม์ Glutathione S-transferase ในการสะเทินสารพิษออกจากเซลล์ตับ นอกจากนี้ยังเป็นสารตั้งต้น Glutathione peroxidase ที่ช่วยทำลายอนุมูลอิสระโดยตรง ขนาดรับประทานที่แนะนำ 250 มก./วัน

แดนดิไลอ้อน (Dandelion)

พืชสมุนไพรที่นิยมใช้เพื่อขจัดสารพิษและเพิ่มประสิทธิภาพการทำลายสารพิษที่ตับ เนื่องจากมีฤทธิ์ส่งเสริมการทำงานของตับและเพิ่มการหลั่งน้ำดี นอกจากนี้ยังช่วยการกำจัดของเสียที่ไตและมีฤทธิ์ขับปัสสาวะตามธรรมชาติ ขนาดรับประทาน 550-1,100 มก./วัน

เลือด : กำจัดพิษจากตัวกลาง

เลือดเป็นของเหลวที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย จึงเป็นตัวนำพาสารพิษไปสู่อวัยวะต่างๆ จัดเป็นอีกส่วนสำคัญที่ต้องดูแลในการกำจัดสารพิษ

คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll)

สารดีท็อกซ์ยอดฮิตช่วยให้เม็ดเลือดแดงสามารถลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์และอวัยวะต่างๆในร่างกายได้ดี สามารถฟอกเลือดให้สะอาดได้โดยการจับกับโลหะหนักต่างๆ แล้วกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการขับถ่ายไม่ให้สารพิษมีโอกาสอยู่ในลำไส้นานเกินไปขนาดรับประทานที่แนะนำ 60-120 มก./วัน

อัลฟา ไลโปอิก แอซิด (Alpha Lipoic Acid; ALA)

ได้ชื่อว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระครอบจักรวาล เพราะสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน ซึ่งหมายถึงไม่ว่าสารพิษอยู่ที่ใด ALA ก็ตามไปจับมาได้ นอกจากนี้ยังเกิดกระบวนการคีเลชันกับสารพิษ ทำให้สารพิษที่จับกับ ALA แล้วละลายน้ำดีขึ้น จึงขับออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น ขนาดรับประทานที่แนะนำ 50-200 มก./วัน

กระเทียม (Garlic)

สมุนไพรและเครื่องเทศชนิดนี้อุดมด้วยสารต้านพิษกลิ่นเฉพาะตัวชื่อว่า S-Allyl Cysteine หรือ SAC ที่สามารถไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดและแพร่เข้าไปในตับกับไตได้ดี เพื่อทำลายอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ลดไขมันในเลือด กระตุ้นภูมิต้านทาน และล้างพิษให้แก่อวัยวะต่างๆ ขนาดรับประทานที่แนะนำ 810-2,430 มก./วัน

ผิว : ทลายแหล่งเก็บสารพิษ

สำหรับสารพิษที่ชอบเดินทางไกล ผ่านตับ ผ่านกระแสเลือด percy daily detox จนมาสุดสายที่เนื้อเยื่อไขมันและผิวหนัง แล้วปักหลักอยู่กันยาว ผู้ที่จะต่อกรกับสารพิษจอมโหดนี้ได้ต้องซึมซาบมาถึงผิวหนังได้เช่นกัน

ไลโคพีน (Lycopene)

สุดยอดสารอาหารต้านพิษช่วยปรับภูมิต้านทานให้ต่อสู้กับเชื้อโรคและมะเร็งได้ดี ทำลายสารพิษที่สะสมไว้ในชั้นผิว ต้านการอักเสบ ต้นเหตุโรคหัวใจ ลดไขมันในเลือด และที่โดดเด่นสุดคือ ช่วยป้องกันอันตรายจากรังสียูวี พิษภัยเบอร์หนึ่งจากแสงแดด มิให้ทำลายคอลลาเจนที่พยุงความยืดหยุ่นให้แก่ผิวของเรา ขนาดรับประทานที่แนะนำ 10-30 มก./วัน

เบต้า -แคโรทีน (Beta-Carotene)

สารสีส้มในแครอทที่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้เพื่อมาทำงานที่ตาและผิวหนัง เบต้า-แคโรทีนทำให้ผิวผ่องใส ป้องกันสารพันธุกรรมดีเอ็นเอจากสารพิษ และกระตุ้นภูมิต้านทาน ขนาดรับประทานที่แนะนำ 6 มก./วัน

ไต : ด่านสุดท้ายขับสารพิษ

ไตทำหน้าที่กรองของเสียและสารพิษออกจากเลือด การปกป้องไตต้องพึ่งพาการขับพิษจากอวัยวะอื่นร่วมด้วย เช่น ตับ ลำไส้ เพื่อให้สารพิษมีความเป็นพิษต่ำ

แครนเบอร์รี่(Cranberry)

ผลไม้สีแดงรสเปรี้ยวจัดทีมีสารโปรแอนโทไซยานิดิน ช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย E.coli ต้นเหตุกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ดี เพราะการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะอาจลุกลามสร้างปัญหาใหญ่ให้กับไต การป้องกันกระเพาะปัสสาวะอักเสบจึงมีความสำคัญมาก ขนาดรับประทานที่แนะนำ 1000 มก./วัน percy daily detox.

click อาหารเสริม อาหารบำรุงเลือด ในต่างประเทศนิยมนำว่านหางจระเข้มาคั้นน้ำแล้วดื่ม

click อาหารเสริม อาหารบำรุงเลือด ในต่างประเทศนิยมนำว่านหางจระเข้มาคั้นน้ำแล้วดื่มเพื่อกระตุ้นร่างกายให้ผลิตเลือด เนื่องจากว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ กรดอะมิโน เอนไซม์ วิตามิน และแร่ธาตุหลากหลายชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติในการชะล้างของเสีย ต้านอาการอักเสบ และส่งเสริมระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานคล่องตัวมากขึ้น ผลไม้บำรุงเลือด 4 ชนิดที่ห้ามพลาด นอกจากอาหารบำรุงเลือดแล้ว ผลไม้บำรุงเลือดก็มีให้เลือกรับประทานด้วยเช่นกัน ดังนี้ค่ะ click อาหารเสริม.
click อาหารเสริม
click อาหารเสริม อาหารบำรุงเลือด

1. แก้วมังกร

ผลการวิจัยพบว่า แก้วมังกรเนื้อแดงดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต และมีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการสร้างเซลล์เม็ดเลือด

2. สตรอว์เบอร์รี

ด้วยคุณสมบัติของสตรอว์เบอร์รีที่มีวิตามินซีสูง จึงช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดง อีกทั้งเมล็ดเล็ก ๆ ที่อยู่ในเนื้อสตรอว์เบอร์รียังช่วยลำเลียงออกซิเจนในกระบวนการขจัดเลือดเสียได้เป็นอย่างดี

3. กล้วย

จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน American Journal of Epidemiology เผยว่า การบริโภคกล้วยเป็นประจำทุกวันส่งผลดีต่อสุขภาพเลือด เพราะช่วยลดความเสี่ยงโรคลูคีเมีย โดยเฉพาะในเด็กช่วงอายุ 0-2 ปี click อาหารเสริม

4. แตงโม

จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเนราดาในสหรัฐฯ เผยว่า หากบริโภคแตงโมเพียงครึ่งผลต่อวัน จะดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต เพราะกรดอะมิโนอาร์จีโนน์ (Arginine) ที่ร่างกายเปลี่ยนให้เป็นสารไนตริกออกไซด์ (Nitric oxide) ทำให้เลือดสมบูรณ์ขึ้นถึงร้อยละ 22 จึงช่วยป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และภาวะหลอดเลือดแข็งตัว

อ๊ะ ! แต่ถ้าอยากปรุงเมนูบำรุงเลือดให้อร่อยฟินกันเลย เราก็มีเมนูบำรุงเลือดมาฝากด้วยนะ

เมนูอาหารบำรุงเลือด

1. ไข่เจียวหมูสับใส่มะเขือเทศและตำลึง

2. กุ้งผัดบรอกโคลี

3. กระเพาะปลาเลือดหมู

4. ผัดดอกหอมใส่ตับ

5. แกงส้มมะรุม

6. ขนมปังทาเนยถั่ว+น้ำส้มคั้น

อาหารอะไรที่ต้องเลี่ยง

ที่สำคัญหากอยากเสริมธาตุเหล็ก จำเป็นต้องเลี่ยงหรือลดปริมาณการรับประทานอาหารดังต่อไปนี้ด้วยนะคะ เนื่องจากอาหารตามลิสต์ข้างล่าง จะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าร่างกายนั่นเอง

1. นม เพราะมีแคลเซียมสูง

2. ชา กาแฟ ซึ่งมีสารแทนนิน

3. อาหารที่มีสารไฟเตท (Phytate) เช่น ข้าวไม่ขัดสี ถั่วเหลือง ใบชะพลู หัวผักกาด เป็นต้น

4. อาหารที่มีรสเค็มและอาหารไขมันสูง

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ต้องการธาตุเหล็กเสริมมากเป็นพิเศษ เช่น ในหญิงตั้งครรภ์ หรือบุคคลที่มีภาวะโลหิตจาง รวมไปถึงผู้สูงอายุที่เกิดอาการเบื่ออาหารจนได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอต่อร่างกาย สามารถกินยาบำรุงเลือดได้อีกทางหนึ่ง

ยาบำรุงเลือด

โดยส่วนมากแล้วยาบำรุงเลือดมักจะมาในรูปแบบยาเม็ดเฟอร์รัสซัลเฟต (Ferrous Sulfate Tablets) ลักษณะเม็ดยาจะมีสีดำ ประกอบด้วยธาตุเหล็ก 17 มิลลิกรัม ใช้กินวันละ 1-2 เม็ด click อาหารเสริม วันละ 1-3 ครั้งหลังอาหาร แนะนำให้รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 1-2 เดือน และควรจะกินร่วมกับวิตามินซีเพื่อช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กเป็นไปได้ด้วยดี

อาหารบำรุงเลือด

ยาบำรุงเลือดเหมาะกับใคร

ยาบำรุงเลือดเหมาะสำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางเนื่องจากขาดเหล็ก ซึ่งกลุ่มคนที่เข้าข่ายมีดังนี้

เด็กเล็ก วัยรุ่น และผู้สูงอายุที่เบื่ออาหารหรือกินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ

หญิงตั้งครรภ์

หญิงที่มีเลือดประจำเดือนออกมาก

ผู้ที่เป็นโรคพยาธิปากขอ

ผู้ที่กินมังสวิรัติไม่ถูกหลัก

ผลข้างเคียงของยาบำรุงเลือด

อาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร มีอาการปวดมวนท้อง คลื่นไส้ หรือถ่ายเหลวได้

อุจจาระเป็นสีดำ เป็นผลจากสีธาตุเหล็กในตัวยา ซึ่งเป็นเรื่องปกติ หากหยุดกินยาบำรุงเลือด อุจจาระจะกลับมาเป็นปกติภายใน 1 สัปดาห์

ข้อควรระวังในการใช้ยาบำรุงเลือด

ยาธาตุเหล็กบำรุงเลือดไม่ควรใช้กับผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย เพราะโรคนี้ผู้ป่วยจะมีเหล็กสะสมอยู่ในร่างกายมากเกินอยู่แล้ว ถ้ารับธาตุเหล็กเพิ่มเข้าไปอีกอาจทำให้เป็นโรคตับแข็ง เบาหวาน หัวใจโต และประสาทส่วนปลายอักเสบได้

อย่างไรก็ตามหากอยากบำรุงระบบเลือดให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายด้วยนะคะ เพราะอย่าลืมว่า เลือดของเราก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก และการดื่มน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายยังสามารถช่วยชะล้างสารพิษและสิ่งตกค้างภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี คราวนี้เลือดก็จะสะอาด ไหลเวียนกันอย่างสะดวกโยธินไปเลย click อาหารเสริม.

bioastin คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลว่า

bioastin คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูง ถึง 60-70% เมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง ซึ่งให้โปรตีนเพียง 37% และยังพบว่าโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณสูงกว่าเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยกรดแกมม่าไลโนเลนิก(GLA) ซึ่งกรดนี้มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการข้ออักเสบ ปวดประจำเดือน และสิวฝ้า, วิตามิน B12 ซึ่งถ้าขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ , วิตามินA ซึ่งอยู่ในรูปเบตาแคโรทีน มีบทบาทในการลดอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงนำมาใช้เป็นสารต้านมะเร็งชนิดต่างๆ และสาหร่ายนี้ยังเป็นแหล่งที่มีวิตามินE, วิตามินC ,วิตามิน B1, B12 และไนอาซีนสูง นอกจากวิตามินต่างๆแล้วยังมีเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง เซเลเนียม แคลเซียม และยังประกอบด้วยสีเขียวของคลอโรฟิลล์อีกด้วย
ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการศึกษาสไปรูลิน่าในด้านเป็นอาหารเสริมวันละ 6-10 กรัม (12-20 เม็ด หรือแคปซูล) ในปริมาณเช่นเดียวกันนี้ นักกีฬาและนักวิ่ง ฯลฯ ก็จะสามารถเพิ่มพูนกำลังได้เช่นเดียวกัน และสิ่งที่น่าทึ่งอย่างหนึ่งก็คือมีนักปราชญ์ชาวญี่ปุ่นชื่อโทรุ มัทซุอิ สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่รับประทานอาหารอื่นใดเลยนอกจากสาหร่ายเกลียวทอง และสาหร่ายอื่นบ้างเป็นเวลา 15 ปี โดยไม่ปรากฏผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เราอาจจะพบสาหร่ายสไปรูลิน่าในรูปของเม็ด แคปซูล หรือเป็นผง เราสามารถรับประทานเป็นอาหารเสริมได้หลายรูปแบบ การบริโภคสไปรูลิน่าจะได้ผลเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับ อายุ ความเครียด นิสัยการบริโภค ปริมาณสารเคมีหรือสารตกค้างในร่างกาย ความรุนแรงของโรค การบริโภคสาหร่ายในปริมาณที่เพียงพออย่างต่อเนื่อง ปริมาณการออกกำลังกายและการพักผ่อน โดยทั่วไป 3 วันแรก จะได้ปฎิกิริยาตอบรับ ร่างกายจะมีการปรับตัวมีการตอบรับที่ดีขึ้น ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่จะค่อย ๆ ดีขึ้น ในเดือนที่ 3-5 ก็จะฟื้นฟูจนปกติ ยกเว้นผู้ที่ร่างกายทรุดโทรมมากจนเซลล์ที่ประกอบเป็นอวัยวะเสียไปหมดแล้วก็ จะไม่สามารถฟื้นฟูได้ bioastin.

bioastin

bioastin สารต้านอนุมูลอิสระ อันทรงประสิทธิภาพ สกัดจากสาหร่ายสีแดง “ฮีมาโตคอกคัส พลูเวลิส” ที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศสวีเดน สาหร่ายสีแดงนี้ สร้างสาร “แอสตาแซนธิน” ซึ่งเป็นสารมีสีแดง จัดอยู่กลุ่มแคโรทีเนอยด์ มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อปกป้องตัวเอง จากการถูกน้ำทะเลชะล้าง และแสงแดดแผดเผา สามารถพบในปลาแซลมอน กุ้ง นกบางชนิด แต่พบในปริมาณที่น้อยมาก (แซลมอน 200 กรัม ให้แอสตาแซนธิน ได้เพียง 1 มก.เท่านั้น) แอสตาแซนธิน จึงพบในสาหร่ายสีแดงมากที่สุด

สาหร่ายแดง ( แอสตาแซนธิน ) @ บิวเบอร์รี่ การสกัดสารต้านอนุมูลอิสระ อันทรงประสิทธิภาพ bioastin

สาหร่ายแดง
มาตรฐานอันดับ 1 ของยุโรป

ผลิตภายใต้มาตรฐานการผลิตชั้นสูง เพื่อให้ได้มาซึ่ง แอสตาแซนธิน (สารต้านอนุมูลอิสระ) ชนิดเข้มข้นและบริสุทธิ์

นักวิทยาศาสตรของออริเฟลม ได้ค้นพบว่า มีสาหร่ายสีแดง สายพันธุ์ Haematococcus Pluvialis ที่อุดมไปด้วยแอสตาแซนธิน และสามารถเจริญเติบโตได้ในห้องทดลอง ใช้เวลากว่า 10 วัน ในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสีแดง เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสกัดแอสตาแซนธิน
กระบวนการ คือ นำเอาสาหร่ายที่โตเต็มที่ มาอยู่ในสภาวะกดดัน เช่น การอบรังสียูวี เพื่อให้เกิดการสังเคราะห์ สารแอสตาแซนธินในสาหร่าย หลังจากนั้นจะเกิดเป็นสาหร่ายสีแดง ที่อุดมไปด้วยสารแอสตาแซนธินขึ้น นำมาทำให้แห้ง และบดละเอียดให้เป็นผง แล้วนำมาบรรจุในแคปซูล เป็น สวีดิช บิวตี้ คอมเพล็กซ์ สารต้านอนุมูลอิสระ อันทรงประสิทธิภาพ

แอสตาแซนธินเป็นสารที่ละลายไขมัน(Lipid) และสามารถผ่านเข้าไปในทุกอวัยวะในร่างกายได้ อาทิเช่น ตา สมอง ระบบหัวใจและหลอดเลือด ผิวหนังจึงช่วยลดอาการอักเสบและกำจัดอนุมูลอิสระได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง
สุขภาพดวงตา     สุขภาพสมอง     ระบบหัวใจและหลอดเลือด
แอสตาแซนธิน แตกต่างจากเบต้าแคโรทีนตัวอื่นและวิตามินอี ตรงที่มีออกซิเจนโมเลกุลสองตำแหน่ง จึงเพิ่มความสามารถไม่เพียงแค่ดักจับอนุมูลอิสระ แต่ยังหยุดการทำลายปฏิกิริยาลูกโซ่อนุมูลอิสระอันจะนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆขึ้น เนื่องจากสูตรโครงสร้างทางเคมีที่โดดเด่นนี้เอง แอนตาแซนตินจึงได้รับการยกสถานะขึ้นเป็น แคโรทีนอยด์อีกชนิดหนึ่ง ในนามของ แซนโทฟิลส์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่า

ปกป้องเซลล์ในร่างกาย ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ  โรคเบาหวาน เป็น สภาวะความผิดปกติที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีสาเหตุมากจาก การทำงานผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน (สร้างจากตับอ่อน) ซึ่งมีหน้าที่ในการเก็บน้ำตาล กลับไปไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ ส่งผลให้มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงตามมา
มีผลการศึกษาพบว่า อนุมูลอิสระที่เหนี่ยวนำ bioastin มาจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนั้น เป็นส่วนหนึ่ง ในการส่งผลให้มีการดำเนินของโรค และอาการแทรกซ้อน จากโรคเบาหวานขึ้น ได้แก่ ตาบอด ไตวาย ถูกตัดแขนหรือขา

ฟื้นฟูสภาพผิวแอสตาแซนธิน มีความสำคัญในการ ช่วยคงความสดใส และดูมีสุขภาพดีของผิวหนัง อาหารที่ไร้ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุ รวมถึง มลภาวะ การสูบบุหรี่ และรังสียูวี ส่งผลให้ผิวหนังของเราหม่นหมอง และไร้ชีวิตชีวา แอสตาแซนธิน ปกป้องผิวหนัง จากการเข้าทำร้ายของอนุมูลอิสระ ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิว หลังจากการโดนแสงแดด และ รังสียูวีเอ ยูวีบีแผดเผาอีกด้วย พบว่า รังสียูวี และมลพิษทางอากาศ จะดึงเอาสารอาหารที่จำเป็น ต่อการใช้เป็นเกราะกำบังของผิวหนัง ผลที่ตามมาคือ ผิวหนังจะเริ่มแห้ง และไร้สุขภาพดูหมองคล้ำ แอสตาแซนธิน จะออกฤทธิ์ช่วยให้ผิวหนังที่แห้งคล้ำ กลับมีความชุ่มชื้น เพิ่มน้ำและความยืดหยุ่น มอบน้ำมันธรรมชาติแก่ผิว และช่วยให้เกิดความสมดุลของเกราะกำบังผิว

ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อดวงตาแอสตาแซนธิน ลดความเมื่อยล้าของดวงตา และช่วยปรับโฟกัสของดวงตาได้อย่างไร? แอสตาแซนธิน ต่อต้านการทำลายของอนุมูลอิสระ เนื่องจาก มีคุณสมบัติละลายในไขมัน จึงสามารถซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยื่อหุ้มเซลล์สองชั้นที่กล้ามเนื้อตา แอสตาแซนธิน ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ที่เส้นเลือดฝอยที่มาเลี้ยงจอตา กล่าวคือ เลือดจึงสามารถมาหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ ที่ทำหน้าที่ปรับย่อขยายเลนส์ตาได้ดีขึ้น

ชะลอความชรา ลดรอยเหี่ยวย่นกลไกการทำงานของ แอสตาแซนธิน พิสูจน์แล้วว่า ช่วยป้องกันเซลล์ จากการเกิดการแก่ก่อนวัย และการถูกทำลาย ดังนั้น ผลประโยชน์ที่ทราบในปัจจุบัน ได้แก่ บำรุงสุขภาพผิว เพิ่มความแข็งแรง ของการทำงานของกล้ามเนื้อ และ เพิ่มความทนทาน ช่วยลดอาการของภาวะธาตุพิการ (อาหารไม่ย่อย) ช่วยในการมองเห็น bioastin.

healthway grape seed การใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

healthway grape seed การใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การเลือกใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่น จำเป็นที่จะต้องพิจารณาปริมาณของสารเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่เหมาะสม ซึ่งโดยปกติแล้ว สารสกัดจากเมล็ดองุ่น ควรมีปริมาณสาร POC อยู่ที่ประมาณ 92-95% ถ้าหากต้องการใช้เพื่อรักษาสุขภาพ ควรเลือกใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นประมาณวันละ 50-100 มิลลิกรัม แต่หากต้องการใช้เพื่อบำบัดโรค ควรใช้ในปริมาณวันละ 150-300 มิลลิกรัม ข้อควรระวังในการรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่น ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ว่า การรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่นจะทำให้เกิดผลข้างเคียงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม สาร OPC ภายในเมล็ดองุ่น อาจจะทำให้เกิด “อาการโลหิตแข็งตัวช้า” เนื่องจากความเข้มของเลือดลดลง จนทำให้เกิดอาการเลือดไหลไม่หยุดได้ ถ้าหากใช้ร่วมกับยาละลายลิ่มเลือด healthway grape seed.
healthway grape seed
healthway grape seed ดังนั้น ผู้ที่กำลังใช้ยาละลายลิ่มเลือดอยู่ หรือมีปัญหาเลือดแข็งตัวช้า ควรทำการปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่น รวมไปถึงเด็กและสตรีที่กำลังตังครรภ์ หรือให้นมบุตร ไม่ควรรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่น

เมล็ดองุ่นมีสารประกอบที่สำคัญคือ วิตามินอี flavonoids, linoleic acid, และ OPCs เปลือกของผลองุ่นก็มีสารประกอบเหล่านี้เช่นเดียวกัน แต่มีปริมาณน้อยกว่า ในน้ำองุ่นและไวน์ก็มีสารประกอบ OPCs เช่นเดียวกัน แต่มีปริมาณน้อยกว่าในเมล็ด นอกจากนั้น ผลองุ่นยังมีสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มเดียวกับ OPCs อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า resveratrol ซึ่งส่วนใหญ่พบในบริเวณผิวหนัง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน และกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาถึงคุณสมบัติในการบำบัดรักษาโรคหลายชนิด healthway grape seed

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น

คุณค่าทางยาและโภชนาการขององุ่น ได้รับการยอมรับมาเป็นเวลายาวนานหลายพันปีแล้ว ชาวอียิปต์รับประทานองุ่นกันมาเป็นเวลากว่า 6 พันปี บรรดานักปราชญ์ชาวกรีกโบราณชื่นชมสรรพคุณทางยาของผลองุ่น โดยเฉพาะในรูปของไวน์ หมอพื้นบ้านในยุโรปใช้น้ำมันที่สกัดจากเถาองุ่นในการรักษาโรคผิวหนังและโรคตา

ใบองุ่นมีสรรพคุณในการห้ามเลือด ลดอาการอักเสบและเจ็บปวดอันเนื่องมาจากพยาธิสภาพบางชนิด อาทิ ริดสีดวงทวาร เป็นต้น ผลองุ่นที่ยังไม่สุกมีสรรพคุณในการรักษาอาการเจ็บคอ ผลองุ่นตากแห้งมีสรรพคุณในการรักษาอาการท้องผูกและร้อนใน

ผลองุ่นสุกมีสรรพคุณในการรักษาโรคหลายชนิด รวมทั้งมะเร็ง อหิวาตกโรค ฝีดาษ อาการคลื่นเหียน ตาแดง และโรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง ไตและตับ

เชื่อกันว่า สารเคมีหลายชนิดในผลองุ่น โดยเฉพาะ oligomeric proanthocyanidin complexes (OPCs) มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) บางคนเชื่อว่าสารเหล่านั้นมีสรรพคุณทางยาในการรักษาโรคหลายชนิด ตั้งแต่โรคหัวใจไปจนกระทั่งถึงโรคมะเร็งและทำให้ผิวหนังเต่งตึง แม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนก็ตาม

อย่างไรก็ดี มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่า สารสกัดจากเมล็ดองุ่นมีสรรพคุณในการรักษาโรคเส้นเลือดขอด (chronic venous insufficiency– CVI) และโรคบวมน้ำ (Edema) การศึกษาจากอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีกลุ่มหนึ่งพบว่า การรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่นทำให้ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สารต้านอนุมูลอิสระนั้น มีคุณสมบัติช่วยทำลายอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสารพิษในร่างกายที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ บางกรณีอาจทำให้เซลตายได้ healthway grape seed เชื่อกันว่าอนุมูลอิสระเป็นต้นเหตุของการชราภาพ รวมทั้งก่อให้เกิดโรคร้ายแรงหลายชนิด รวมทั้งโรคหัวใจและมะเร็ง

ลักษณะขององุ่น

องุ่นเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียบริเวณใกล้ ๆ ทะเลแคสเปียน แต่ถูกนำไปปลูกในอเมริกาเหนือและยุโรปในเวลาต่อมา องุ่นเป็นไม้เถา มีใบขนาดใหญ่ลักษณะเป็นแฉก เถาองุ่นมีเปลือกที่ลอกออกได้เองเมื่อแก่จัด ผลองุ่นมีหลายสี อาทิ เขียว แดง และม่วง

สารสำคัญในองุ่น

เมล็ดองุ่นมีสารประกอบที่สำคัญคือ วิตามินอี flavonoids, linoleic acid, และ OPCs เปลือกของผลองุ่นก็มีสารประกอบเหล่านี้เช่นเดียวกัน แต่มีปริมาณน้อยกว่า ในน้ำองุ่นและไวน์ก็มีสารประกอบ OPCs เช่นเดียวกัน แต่มีปริมาณน้อยกว่าในเมล็ด นอกจากนั้น ผลองุ่นยังมีสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มเดียวกับ OPCs อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า resveratrol ซึ่งส่วนใหญ่พบในบริเวณผิวหนัง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน และกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาถึงคุณสมบัติในการบำบัดรักษาโรคหลายชนิด

ประโยชน์ทางการแพทย์และแนวโน้ม

ปัจจุบันมีการใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นในการเยียวยาปัญหาสุขภาพหลายชนิดที่เกิดจากพิษของอนุมูลอิสระ อาทิ โรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง เป็นต้น ผลการศึกษาในสัตว์ทดลองสนับสนุนการใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นในการรักษาโรคเหล่านั้น

ผลการศึกษาพบว่า สาร flavonoids ที่พบในไวน์แดงช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอล LDL ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลชนิด “เลว” ทำให้หัวใจแข็งแรง กล่าวกันว่าชาวฝรั่งเศสมีสถิติเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าชาวอเมริกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่นิยมรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงเหมือนกัน เนื่องจากชาวฝรั่งเศสนิยมดื่มไวน์แดง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันได้ชัดเจนว่า สารสกัดจากเมล็ดองุ่นช่วยลดการเป็นโรคหัวใจได้จริงหรือไม่ นักวิจัยบางรายชี้ว่า ชาวฝรั่งเศสส่วนใหญ่มีสุขภาพหัวใจดีเพราะแอลกอฮอล์จากไวน์มากกว่าสาร flavonoids ขณะที่นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า ทั้งแอลกอฮอล์และสาร flavonoids ต่างก็มีส่วนช่วยให้ชาวฝรั่งเศสมีสุขภาพหัวใจแข็งแรง

สมาคมสุขภาพหัวใจอเมริกัน (American Heart Association) และองค์การด้านสุขภาพอีกหลายองค์กรไม่สนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันโรคหัวใจ ด้วยเหตุผลว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ มีความเสี่ยงต่อการเสพติดและปัญหาร้ายแรงอื่น ๆ เช่น อุบัติเหตุในการขับขี่รถยนต์ เป็นต้น ทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคมะเร็งเต้านม และโรคอ้วน อีกต่างหาก ผลการศึกษาพบว่าผู้ชายไม่ควรดื่มไวน์เกินกว่าวันละ 2 แก้วและผู้หญิงไม่ควรดื่มไวน์เกินกว่าวันละ 1 แก้ว healthway grape seed.